ถึง คุณ อองตวน เดอ แซงเต็กซูเปรี (ผู้ที่ผมคิดว่าคุณคือคนขับเครื่องบินคนนั้นและยังคงมีชีวิตอยู่)

 

หลังจากที่ผมก็ได้อ่านเรื่องราวระหว่างคุณกับเจ้าชายน้อยแล้ว ผมก็ได้เห็นถึงความผูกพันระหว่างคุณกับเจ้าชายน้อย แต่ที่ตอนท้ายเล่มของนั้นคุณได้บอกว่า "ช่วยเขียนมาบอกผมด้วยว่า...เขากลับมาแล้ว…"

 

-รถไฟฟ้า-

วันหนึ่งขณะที่ผมกำลังรอคนที่นัดไว้ ณ รถไฟฟ้าที่อยู่ในกรุงเทพมหานคร ผมก็ได้พบชายผมสีเหลืองที่มีดวงตาที่มุ่งมั่นในบางสิ่งบางอย่าง พร้อมกับมีลักษณะการแต่งตัวและท่าทางเหมือนกับที่คุณได้เล่าไว้ในหนังสือไม่มีผิด ด้วยความขี้สงสัยในตัวบวกกับความที่อยากรู้จักเจ้าชายน้อยของคุณบ้าง ทำให้ขณะที่ผมเห็นชายคนนั้นทำท่าทางงงงงกับหน้าตามีความสงสัยในผู้คนที่รีบร้อนเดินผ่านไปผ่านมาอยู่นั้นเอง (งงไหมครับมี ง.งู อยู่ 5 ตัวเรียงติดกัน)

ผมก็เดินเข้าไปทักทายกับชายผมสีทองผู้นั้น "สวัสดีครับ ไม่ทราบว่าพูดภาษาไทยได้ไหมครับ"

ชายคนนั้นก็ตอบกลับมาพร้อมกับรอบยิ้มว่า "สวัสดีครับ ภาษาไทย อะไรเหรอครับ"

คำตอบของชายผู้นั้นทำเอาผม มึน งง และทำท่าโหลดดิ้ง (Loading) ... อยู่ประมาณ 5 วินาที

ผมเลยทึกทักเอาเองว่า (พูดได้ล่ะ ตอบมาซะมึนเลย)

ผมก็เลยยิงคำถามต่อไปว่า "ไม่ทราบว่า เมื่อหลายปีที่แล้วคุณได้รู้จักคนขับเครื่องบินคนหนึ่งไหมครับ ที่เขาซ่อมเครื่องบินอยู่กลางทะเลทรายน่ะครับ"

พอได้ยินคำถามนี้ ชายคนนั้นทำตาประกายยิ่งกว่าเดิม แล้วตอบผมมาว่า "คุณก็รู้จักคนขับเครื่องบิน เหมือนกันเหรอ"

 

ผมเลยตอบว่า "ไม่ได้รู้จักเป็นการส่วนตัวหรอกครับ แต่รู้ว่าเขาหวังว่าจะเจอกับใครซักคนหนึ่งเมื่อคนคนนั้นกลับมาที่โลก"

ชายผมสีเหลืองมีน้ำตาซึมออกมา (จากการสังเกตของผม) ผมก็เลยพูดต่อว่า "เราไปนั่งคุยกันที่ร้านกาแฟตรงใกล้ ๆ นี้ไหมครับ" ชายคนนั้นพยักหน้าตกลง แต่ก็บอกว่า "ผมอยากเจอกับคนขับเครื่องบินอีกครั้ง แต่... ร้านกาแฟนี่มันคืออะไรหรือ?" ผมก็เลยบอกว่า "ไม่ต้องสนใจหรอกครับว่ามันคืออะไร แต่แค่เราสองคนอยากคุยกันก็แค่นั้น" ผมยิ้ม ชายผมสีเหลืองยิ้มตอบ แล้วเราสองคนทั้งผมและชายผมสีเหลือง ก็เดินไปนั่งที่ร้านกาแฟกัน เพื่อจะได้คุยกันให้มากขึ้นถึงชายคนขับเครื่องบิน

 

-ร้านกาแฟ-

ตอนนี้ผมคิดว่าชายผมสีเหลืองคนนี้ คือ เจ้าชายน้อยที่คุณอยากให้คนที่อ่านหนังสือของคุณเขียนกลับไปบอกคุณว่า "เขากลับมาแล้ว" (^^) ไหน ๆ เจ้าชายน้อยของคุณอยู่ตรงหน้าผมแล้ว ผมคงไม่ปล่อยโอกาสที่จะได้ทำความรู้จักกับเขาบ้าง ก็หวังว่าคุณคงจะไม่ว่าอะไร เพราะผมรู้สึกว่าจากการอ่านหนังสือของคุณผมก็ยังไม่ได้รู้จักทั้งคุณและเจ้าชายน้อยเท่าไรนัก ผมเห็นแต่ความผูกพันระหว่างคุณกับเจ้าชายน้อยเท่านั้น ผมมีความเชื่อว่าการรู้จักชื่อ รู้ว่าทำงานอะไร แค่นั้นไม่ถือว่าเป็นการรู้จักกัน อาจจะเหมือนกับที่คุณเขียนไว้ แต่ผมเชื่อว่าการที่จะรู้จักใครจริง ๆ ซักคนผมอยากรู้จักความฝันของเขา...ตอนนี้...ผมอยากรู้จักความฝันของเจ้าชายน้อย

 

ผมเริ่มต้นบทสนทนาโดยการเล่าถึงเหตุการณ์ที่คุณหายตัวไป เจ้าชายน้อย (ซึ่งตอนนี้คงใช้ไม่ได้แล้วเพราะเขาดูเป็นผู้ใหญ่ และรูปร่างสูงใหญ่พอสมควรทีเดียว) รู้สึกจะเศร้าทีเดียวเนื่องจากว่าเขากลับมาที่โลกมนุษย์ครั้งนี้ คือ เขาคิดถึงในสิ่งที่เขาผูกพันและอยากเจอคุณ ที่เป็นคนที่เขาผูกพัน ก่อนหน้าที่มาเจอผมนั้นเขาก็ได้พยายามเดินทางหาหมาจิ้งจอกแต่ก็ไม่เจอเช่นกัน เลยเดินทางมาเรื่อย ๆ จนมาถึงที่นี่ ที่กรุงเทพฯ จนผมได้มาพบเจอเข้าโดยบังเอิญ (ขณะที่คุยอยู่ผมก็ลืมคนที่นัดไว้ไปเลย โทรศัพท์มาก็ไม่ได้รับ) แล้วผมก็ถามเขาว่าหลังจากที่ได้จากคุณมาแล้วเขาเป็นยังไงบ้าง เจ้าชายน้อยเล่าว่า "หลังจากกลับไปดาว B 612 แล้วเขาก็รีบเข้าไปดูดอกไม้ที่สวยที่สุดสำหรับเขาและนำแกะที่คุณวาดให้ไปอาศัยอยู่ในดาวด้วย ทำให้ดาว B 612 ตอนนั้นมี ดอกกุหลาบ แกะ ภูเขาไฟสามลูก และยังคงมีดวงอาทิตย์ตกให้ได้เห็นอยู่ ส่วนตัวผมเองก็ได้ดูแลดอกกุหลาบและแกะเป็นอย่างดี เนื่องจากเป็นสิ่งที่มีความผูกพันกับผม แต่เมื่อเวลาผ่านไปทุกสิ่งทุกอย่างมันไม่เหมือนเดิม ดอกกุหลาบเริ่มมีกลีบดอกร่วง เหี่ยวและเฉา สุดท้ายมันก็ร่วงลงสู้พื้นดินแล้วหายไป ส่วนแกะก็จะงุ่มง่ามมากขึ้น เคลื่อนไหวน้อยลง ล้มลงแล้วก็หายไปกับพื้นดินในที่สุด เมื่อทั้งสองอย่างหายไปแล้ว เนื่องจากที่ผมพยายามดูแลป้องกันทุกอย่างทำให้ไม่มีอะไรเข้ามาในดาว B 612 ได้อีก ทำให้ทั้งดาว B 612 นั้นเหลือแค่ผม ภูเขาไฟสองลูกที่ยังคุกรุ่นอยู่อีกลูกหนึ่งนั้นมอดสนิทไปแล้ว ผมก็เลยอยู่คนเดียวนั่งดูพระอาทิตย์ตกคนเดียวไม่มีแกะให้ดูแล ไม่มีดอกกุหลาบให้คุยด้วย จนเมื่อเดือนที่แล้วภูเขาไฟที่ยังคุกรุ่นอยู่ลูกหนึ่งได้ทำการปะทุออกมา ผมจึงคิดว่าไหน ๆ ผมก็ไม่มีอะไรให้ดูแลอีกแล้วที่ดาว B 612 ผมควรจะรีบย้ายตนเองออกจากดาวดวงนั้น เพราะเริ่มไม่ปลอดภัยแล้ว เมื่อนั้นผมก็เริ่มคิดถึงว่ามีสิ่งใดที่ผมมีความผูกพันด้วยอีกบ้าง เพราะผมคิดว่าผมจะมีชีวิตอยู่ได้กับสิ่งที่ผมผูกพันเท่านั้น ทำให้ตัดสินใจออกจากดาว B 612 แล้วเดินทางมายังโลกอีกครั้งเพื่อทำการตามหาสิ่งที่ผูกพัน"

เมื่อผมได้ฟังดังนั้นผมก็เล่าพูดออกไปว่า "ผมว่าต้องทำใจนะเพราะจักรวาลนี้ไม่ว่าจะเป็นโลกมนุษย์หรือดาว B 612 นั้นไม่สามารถหยุดเวลาได้ เวลายังคงเดินหน้าไปเรื่อย ๆ ทุกคนและทุกสิ่งคงต้องผ่านกาลเวลาไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทำให้สิ่งมีชีวิตทุกสิ่งต้องมีการแหลกสลาย เปลี่ยนรูปหรือหายไป สิ่งเหล่านี้นั้นก็เปรียบเสมือนสิ่งไม่จีรัง ดังที่นักภูมิศาสตร์เคยพูดให้คุณฟัง สิ่งที่คุณผูกพันก็เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นคนขับเครื่องบินหรือหมาจิ้งจอกตัวนั้น ก็คงจะเป็นไปตามกาลเวลา สิ่งที่ผมพอจะช่วยได้ก็คือ ถ้าคุณต้องการอยู่กับสิ่งที่คุณมีความผูกพัน คุณก็ต้องสร้างความผูกพันขึ้นมาใหม่กับอะไรก็ได้ "

พอเจ้าชายน้อยได้ยินดังนั้น ก็พูดออกมาว่า "จริงเหรอ ผมสามารถสร้างความผูกพันกับอะไรก็ได้เหรอ"

ผมก็เลยตอบว่า "ใช่ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งจีรังหรือไม่จีรัง คน สัตว์ สิ่งของ ร่างกายตัวเอง ความคิดตัวเอง และความฝันของตนเอง"

เจ้าชายน้อย "ความฝัน..."

ผม "ใช่...ความฝัน คุณเคยมีความฝันไหม ในชีวิตนี้ต้องการทำอะไร ต้องการรู้สึกอย่างไร อยากได้อะไรพวกนี้ ? "

เจ้าชายน้อยตอบว่า "มีซิ มนุษย์ทุกคนก็ควรจะต้องมีความฝันใช่ไหม มันถึงจะทำให้ชีวิตมีค่าขึ้นมา"

ผมตอบ "ใช่" ผมคิดว่าผมเห็นด้วยกับคำพูดของเจ้าชายน้อย

เจ้าชายน้อย "ณ ตอนนี้ผมฝันว่า ผมอยากจะใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายในดาวซักดวงหนึ่งกับสิ่งที่ผมมีความผูกพัน ไม่ว่าจะเป็นคนขับเครื่องบิน หมาจิ้งจอก ดอกกุหลาบ แกะ ถ้าจะให้ดีผมอยากกลับไปอยู่ที่ดาว B 162 ถ้าปัญหาจากภูเขาไฟหมดไป"

เนื่องจากผมเป็นคนขี้สงสัย เลยถามว่า "ไอ้ชีวิตที่เรียบง่าย มันเป็นยังไงเหรอ"

เจ้าชายน้อยก็อธิบายผมผู้ซึ่งมีความสงสัยว่า "เรียบง่ายเหรอ ก็แค่ไม่เป็นอย่างพระราชาที่หลงในอำนาจต้องการบงการคนอื่น ๆ ไม่เป็นอย่างชายที่บ้ายอและหลงตัวเองโดยไม่ยอมรับเหตุผลอื่น ๆ ที่ไม่ได้เป็นการชมตนเอง  ไม่เป็นอย่างนักธุรกิจที่ต้องการเป็นเจ้าของทุกสิ่งทุกอย่างโดยไม่รู้ว่าเอาไปทำไม ไม่เป็นอย่างคนจุดโคมไฟที่ทำหน้าที่ของตนเองไปเรื่อย ๆ โดยไม่คิดถึงการเปลี่ยนแปลงและไม่ยอมปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลง ไม่เป็นอย่างนักภูมิศาสตร์ที่เอาแต่ข้อมูลแต่ไม่เคยไปรับประสบการณ์ต่าง ๆ ด้วยตนเอง ไม่เป็นอย่างคนในรถไฟที่ไม่เคยพอใจในสถานที่ตนเองอยู่ พร้อมทั้งต้องการเข้าใจหรือรู้สึกถึงแก่นแท้ในสิ่งต่าง ๆ ได้โดยไม่ได้ใช้ตามอง แต่ต้องใช้หัวใจมอง"

ผมเริ่มเข้าใจและรู้จักเจ้าชายน้อยมากขึ้น โดยยังมีความรู้สึกว่า เจ้าชายน้อยยังคงเป็นคนเดิมเหมือนที่คุณเล่ามาแค่มีความเป็นผู้ใหญ่ขึ้น เป็นผู้ใหญ่ที่เขาบ่นในตอนเด็ก ผมก็ได้แต่คิดได้ใจว่า เมื่อไรที่เจ้าชายน้อยไม่ยึดติดกับความคิดเหล่านี้แล้ว แต่ปรับความคิดที่ดี ๆ เหล่านี้มาใช้ในโลกปัจจุบันก็คงจะดีไม่น้อย เขาคงจะมีสิ่งที่ผูกพันมากขึ้น มีสังคม มีเพื่อน มีคนรัก เปรียบเสมือนกับดอกกุหลาบที่เขาเฝ้าดูแลมาในดาว B 612 เขาคงคิดได้เมื่อได้ทราบเรื่องการตายของคุณ ...ผมหวังเช่นนั้น

 

เวลาผ่านไปพอสมควร ผมจึงได้ลองบอกเจ้าชายน้อยว่า "ให้ลองอาศัยอยู่ในโลกมนุษย์ แล้วลองพิจารณาดูว่าตนเองกับสิ่งรอบ ๆ ตัวนั้นสัมพันธ์กันอย่างไร สิ่งต่าง ๆ ต้องมีการปรับตัวเข้าหากันหรือเปล่า มนุษย์ที่ยิ้มที่หัวเราะนั้นเพราะอะไร มนุษย์แบบไหนที่ควรจะผูกพันด้วย" เมื่อกล่าวดังนี้เสร็จเจ้าชายน้อยก็บอกว่าจะลองดู และถึงเวลาที่ผมต้องกลับไปหาคนที่ผมนัดไว้ที่รถไฟฟ้าแล้วเนื่องจากผู้หญิงคนที่ผมนัดและรอคอยอยู่นั้นก็เป็นคนที่ผมมีผูกพันด้วยเช่นกัน "ผมก็มีความฝันว่าผมก็อยากใช้ชีวิตกับสิ่งที่ผมรู้สึกผูกพันอย่างมีความสุขเช่นกัน" ผมกล่าวกับเจ้าชายน้อยแล้วก็กล่าวคำลา

 

ขอให้คุณได้พบเจ้าชายน้อยอีกครั้งบนนั้น

นายโน้ต

edit @ 12 May 2010 17:37:18 by นายโน้ต

edit @ 12 May 2010 18:21:38 by นายโน้ต

Comment

Comment:

Tweet

Tags